“สิ้นศึกก็เป็นสุข”

“สิ้นศึกก็เป็นสุข”

จีนยุคสิ้นศึกเป็นสุข
 
กิเลน ประลองเชิง23 ต.ค. 2562 05:01 น.
SHARE
 
 
 

ตอนจบของสามก๊ก ทัพจิ้นของพระเจ้าสุมาเอี๋ยน ประชิดเมืองเกี้ยนเงียบเมืองหลวงของง่อก๊ก เปรียบเมืองนี้เหมือนผ่าไม้ไผ่ เมื่อผ่าปล้องบนได้ ปล้องล่างก็ง่าย

แค่สามเดือนไผ่ง่อก๊ก ก็แล่งจากกัน พระเจ้าซุนโฮ เอาอย่างพระเจ้าเล่าเ ยน (ลูกเล่าปี่) มัดตัวเองเดินนำหน้าโลงศพ ขออ่อนน้อมต่อแม่ทัพจิ้น ง่อก๊กก็ถึงกาลอวสาน

อาจารย์ถาวร สิกขโกศล เขียนไว้ใน “แลหลังแดนมังกร” เล่ม 4 (นานมีบุ๊กส์ พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2542)

แผ่นดินจีนซึ่งแยกเป็นสามก๊ก ก็กลับรวมเข้าด้วยกัน สิ้นศึกเป็นสุขอยู่ชั่วระยะหนึ่ง

ความสุขชั่วระยะหนึ่ง สุขแค่ไหน อย่างไร ต้องอ่านในตอนต่อไป ตอน...สื่อฉงและหวางไข่ แข่งความรวย

สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันตก ในราชสำนักพระเจ้าสุมาเอี๋ยน มีสนมกว่าหมื่นคน ชนชั้นสูงฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมาก

สือฉง เจ้าเมืองจิงโจว ร่ำรวยที่สุด สร้างคฤหาสน์โอ่อ่าโอฬาร เลียนแบบพระราชวัง มีลวดลายวิจิตรงดงาม อบประทิ่นด้วยกลิ่นหอมรวยรื่น มีสาวงามนับร้อย จัดงานรื่นเริงบันเทิงไม่เว้นวัน

ไม่เพียงแต่เศรษฐีด้วยกันจะอิจฉา กระทั่ง หวางไข่ น้าชายฮ่องเต้ ก็อิจฉา เขาพยายามเอาอย่าง แข่งความรวย ให้คนใช้น้ำเชื่อมล้างหม้อไหแทนน้ำ สือฉงรู้ข่าว ก็สั่งคนใช้ ใช้ขี้ผึ้งต่างฟืน

หวางไข่ออกจากบ้าน ใช้ผ้าต่วนกั้นเป็นฉากบังคมทั้งสองข้างทางยาวไปถึง 40 ลี้ แต่ขบวนของสือฉงยิ่งใหญ่กว่า เขาใช้แพรไหมอย่างดีกั้นฉากบังลม ยาวถึง 50 ลี้

กีฬาแข่งรวยในรัชกาลสิ้นศึกเป็นสุขนี้ หวางไข่ต่ำต้อยน้อยหน้ากว่าสือฉงหลายครั้ง

คนรวยยุคนั้น เห่อปะการัง ถือเป็นของหายาก ล้ำค่า ราคาแสนแพง แน่นอน จิ้นหวู่ตี้ฮ่องเต้มีมากที่สุด พระน้าหวางไข่ เข้าเฝ้าขอยืมปะการังต้นหนึ่ง ตั้งใจจะเอาไปอวด ข่มรัศมีสือฉง มั่นใจว่า ครั้งนี้ต้องชนะแน่

หวางไข่เชิญสือฉงมาถึงบ้าน ก็ยกปะการังต้นนั้นออกมาอวด

ผิดคาด สือฉงไม่ตื่นเต้น ชำเลืองดูแว่บเดียว แล้วแกล้งยกป้ายทองประจำตัวที่ถือติดมือ ตวัดไปโดนปะการัง ล้มหักเป็นหลายท่อน

“ปะการังต้นนี้ ฮ่องเต้พระราชทานมา ประมาณค่ามิได้ ใยท่านจึงบังอาจนัก” หวางไข่โกรธมาก

สือฉงหัวเราะ พูดอย่างไม่ใส่ใจ อย่าตกใจ ข้าพเจ้าจะชดใช้ให้ทันที” แล้วสั่งคนใช้ไปขนปะการังที่บ้าน มาให้หวางไข่ดูหลายสิบต้น

ปะการังพระราชทานสูงราวหนึ่งฟุต แต่ปะการังของสือฉง หลายต้นสูงถึง 4 ฟุต ชั้นรองสูง 2 ฟุต

“ท่านชอบต้นไหน เลือกเอาไปเลย”

หวางไข่อาย นิ่งอึ้งพูดไม่ออก ไม่ยอมรับการชดใช้ เดินหนีไปทันที

ผลการแข่งรวยด้วยต้นปะการังครั้งนี้ สือฉงได้รับการยกย่องว่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของแผ่นดิน จนถือเป็นสัญลักษณ์ของฮก หนึ่งในตรีพิธพร ซึ่งประกอบด้วย ฮก (มั่งคั่ง ) ลก (ยศศักดิ์) และซิ่ว (อายุยืน)

อาจารย์ถาวร เขียนว่า ฐานะเจ้าเมืองจิงโจวไม่ทำให้สือฉงร่ำรวยเท่าใด แต่เบื้องหลังสือฉงใช้ลูกน้องปลอมเป็นโจรปล้นชิงทรัพย์พวกพ่อค้า จนร่ำรวยมหาศาล ล้ำหน้าเจ้านายขุนนางและเศรษฐีในสมัยนั้น

แต่สมัยที่ประวัติศาสตร์นิยามว่า “สิ้นศึกก็เป็นสุข” สุขกันในหมู่คนชั้นสูง แข่งรวยแข่งความยิ่งใหญ่ ก็เป็นเหตุให้เกิดจลาจลอ๋องทั้งแปด รบติดพันนานถึง 16 ปี

ประเทศชาติเสื่อมทราม ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส

ผมฟังนักการเมืองพูดเข้าหู ยุคที่เจ้านายเขายิ่งใหญ่ ผู้คนร่ำรวยกันนัก อยากขอต่อปากต่อคำว่า เพราะยุคที่ร่ำรวยกันมาก ผู้คนเป็นสุขกันมากใช่หรือไม่ จึงเกิดศึก เกิดสงครามกลางเมืองตามมา

หลังพญาช้างสารชนกัน ชาวบ้านคือหญ้าแพรกก็แหลกลาญมาจนถึงวันนี้.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/newspaper/columns/1687706

การ์ตูน เซีย

ก็เคยสัญญา
 
แม่ลูกจันทร์23 ต.ค. 2562 05:05 น.
SHARE
 
 
 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯรูปหล่อ คารมดี ยอมรับกลางสภาฯ ว่านโยบายต่างๆ ที่พรรครัฐบาลฉายหนังโฆษณาในการหาเสียงเลือกตั้งไว้มากมายหลายกระบุง

ไม่สามารถทำได้ทั้งหมดตามที่สัญญาไว้กับประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า หากจะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ทั้งหมดจะต้องใช้งบกว่า 2 ล้านล้านบาทขึ้นไป

แต่งบประมาณรัฐบาลปีหน้าเพิ่มขึ้นเพียง 2 แสนล้านบาทเท่านั้นเอง

จึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะทำทุกนโยบายที่หาเสียงไว้พร้อมกัน

ดังนั้น หากนโยบายไหนทำได้ ก็ทำไปก่อน นโยบายไหนยังทำไม่ได้ค่อยทำต่อไป (ทำอย่างนี้เหมือนกันทุกรัฐบาล)

“แม่ลูกจันทร์” เห็นใจ นายกฯลุงตู่ ที่ไม่สามารถทำตามนโยบายที่พรรครัฐบาลสัญญาไว้กับประชาชนให้เห็นผลทันที

เพราะถ้าขืนทำทุกนโยบายที่หาเสียงไว้พร้อมกัน

รัฐบาลก็หมดตูดหูรูดกระจาย

เช่น...นโยบายแจกเงินมารดาทุกคนเดือนละ 3,000 บาทในช่วงตั้งครรภ์ 9 เดือน แจกเงินช่วยค่าทำคลอดท้องละ 10,000 บาท แจกเงินช่วยค่าดูแลลูกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 6 ปี

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่านโยบายนี้ช่วยลดภาระรายจ่ายในการเลี้ยงดูเด็กและเพิ่มประชากรเด็กเกิดใหม่ เพื่อทดแทนประชากรส่วนใหญ่ที่เข้าสู่วัยชรา

ถ้ารัฐบาลมีเงินเหลือเฟือก็ควรทำตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน

แต่ขณะนี้รัฐบาลเองก็กำลังไส้กลวง ต้องกู้เงินไปโปะงบรายจ่ายขาดดุลหลายแสนล้านบาทต่อปี

ดังนั้น การจะเริ่มนโยบายใหม่ๆที่จะเพิ่มภาระรายจ่ายก้อนใหญ่ให้รัฐบาลแบกต่อไปในระยะยาว

จึงต้องคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบก่อนเสี่ยสั่งลุย

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่ายังมีอีกหลายนโยบายที่โดนใจชาวบ้าน และพรรครัฐบาล หาเสียงว่า “ต้องทำทันที”

เช่น นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน นโยบายปรับเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 20,000 บาทต่อเดือน

นโยบายปลดหนี้นอกระบบผู้ใช้แรงงาน 10 ล้านราย

นโยบายอัดฉีดเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา 8 ล้านคน เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ฯลฯ

แน่นอนการเพิ่มรายได้ประชาชน เป็นนโยบายที่รัฐบาลควรทำทันที ตามที่ประกาศหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชน

เพราะนโยบายเหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนแห่ไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ เป็นรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านคะแนน

แต่ข้อเสียคือ ถ้าพรรคการเมืองเสนอนโยบายถูกใจประชาชน แต่ไม่ยอมทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้

ทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคนั้นต้องผิดหวัง

ยิ่งกว่านั้น ยังอาจขัด พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73 ที่ห้ามผู้สมัคร หรือพรรค การเมือง กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตัวเอง

ยิ่งกว่านั้น (แถมอีกข้อ) กรณีนี้จะเป็นตัวอย่างให้ทุกพรรคการเมืองแข่งกันเสนอนโยบายโฆษณาสวยหรู (ที่ทำไม่ได้จริง)

เพื่อจูงใจให้ประชาชน (หลงเชื่อ) ลงคะแนนเลือกพรรคตัวเอง

โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ถ้าสัญญาไม่เป็นสัญญา สายัณห์ก็ไม่เป็นสายัณห์น่ะซีโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

https://www.thairath.co.th/news/politic/1687753

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1

2 ความคิดเห็น

 
willy

ยอมแก้ไขรัฐนูญ 60 ตามที่ได้ประกาศในนโยบายข้อที่ 12 เสียก่อน

เมื่อนั้นก็มิต้องใช้เงินมากมายขนาดสองล้านๆบาทขึ้นไปอย่างที่ตู่บอก

ทุกอย่างมันจะปรับตัวเองตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่ได้แก้ไขแล้วตามความเห็นชอบของประชาชน

สิ่งดีๆจะเกิดขึ้นตามมา

เชื่อเหอะตู่ ถ้าทำได้เช่นนี้ไซร้ ตู่จะกลายเป็นรัฐบุรุษทันที

ไม่ใช่ไอ้บ้าโง่เง่าที่ใหนก็ไม่รู้?

คารวะ

14

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1
 
3 ส

อนาถ

ขี้เซา

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1